พ่อปั๋น อินหลี ตำนานนักสู้สามัญชน คนหวงแผ่นดิน
พ่อปั๋น อินหลี ชาวบ้านธรรมดาหากแต่มีหัวจิตหัวใจที่โตกว่าปกติ ที่ควรได้รับการเชิดชูว่าเป็น “นักสู้ของสามัญชน” คงไม่ง่ายนักที่คนธรรมดาสามัณคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ปกปักรักษาผืนป่า ฝ่าฟันอุปสรรค อันตราย อย่างไม่หวั่นเกรง แน่วแน่หยัดยืนในอุดมการณ์ยาวนานเกือบ 50 ปี
แต่นี่คือชีวิตของ “พ่อปั๋น อินหลี” ตำนานนักสู้ของนักอนุรักษ์ป่าไม้ แรงบันดาลใจของคนรุ่นหลังอีกมากมาย ผู้ผลักดันให้เกิดการวมกลุ่มองค์กรณ์ประชาชนทั้งกลุ่มบ้านหลวงหวงป่า เครือข่ายฮักเมืองน่าน และอีกหลายกลุ่ม ผู้นำธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายให้เป็นปูชนียบุคคลที่ทรงคุณค่า เป็นผู้ใฝ่รู้ที่จะขวนขวายศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ถึงวันนี้ “เสาหลัก” อย่างพ่อปั๋น ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์ผืนป่ารักษาแผ่นดิน ถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

หากถามคนจังหวัดน่าน หรือกลุ่มองค์กรชุมชนที่ดูแลรักษาป่าในหลายพื้นที่ ได้แรงบันดาลใจในการทำงานอนุรักษ์ป่ามาจากใคร ชื่อของ “ปั๋น อินหลี” น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ถูกเอ่ยถึง
พ่อปั๋น อินหลี ในวัยกว่าแปดสิบปี ยังคงยึดมั่นต่ออาชีพเกษตรกรรม เป็นเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ที่รักดิน น้ำ ป่า ยิ่งชีวิต แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกำนันเหมือนเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว แต่ทุกวันนี้พ่อปั๋น ยังได้รับความเคารพนับถือจากคนในชุมชนและคนในอำเภอไม่แตกต่างไปจากเดิม ขณะเดียวกันด้วยหัวใจที่ผู้เฒ่าผู้นี้ ทุ่มเทให้กับการดูแลรักษาป่าที่บ้านหลวงมาตลอดชวิต ทำให้พ่อปั๋น อินหลี ได้รบการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดูเหมือนว่า การที่เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป. 4 กลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อฉันทะของผู้ใฝ่รู้ ที่จะค้นคว้า ศึกษาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ยิ่งประสบการณ์ที่เขาต้องต่อสู้กับนายทุน ข้าราชการ ยิ่งทำให้ชาวบ้านธรรมดาอย่างพ่อปั๋น อินหลี ต้องศึกษา ทบทวนเรื่องราวของตัวบทกฎหมายอยู่เสมอ และด้วยตระหนักว่าชาวบ้านมักถูกรังแกจากรัฐ ทำให้เขาต้องรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ ให้แรงบันดาลใจแก่ชาวบ้านอยู่อย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะเช่นนี้เองทำให้บุคคลผู้นี้ได้รับความไว้วางใจ และการยอมรับจากคนในชุมชนและสังคมเสมอมา ดังคำกล่าวยกย่อง และรางวัลด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่หน่วยงานต่างๆ มอบให้

ห้วยสีพัน ต้นน้ำแห่งตำนานนักสู้สามัญชน
ห้วยสีพัน เป็นต้นน้ำสำคัญที่เกื้อกูลชาวบ้านในตำบลสวด และตำบลป่าคาหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ได้ใช้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรรมและหากินในชีวิตประจำวัน จากกุ้ง หอย ปู ปลา พืชผัก มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย จนมีคำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ห้ามผู้ใดเข้าไปตัดโค่นต้นไม้ และทำไร่เลื่อนลอยบริเวณต้นน้ำ เพราะจะทำให้บ้านเมืองแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล และหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก คำเตือนนี้คนบ้านสวดและป่าคาหลวงรู้ดีว่าเป็นกฎเหล็ก ที่ทำให้ป่าเอื้ออำนวยสรรพชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน
ตุลาคม 2516 ป่าห้วยสีพันก็ต้องหม่นหมอง เมื่อมีนายทุนเจ้าของโรงเลื่อยอาศัยเส้นทางถนนที่เพิ่งตัดใหม่ จากตำบลสวดสู้อำเภอเมือง เข้ามาย่ำยีผืนป่าที่บริสุทธิ์ ด้วยการให้คนงานเข้าไปตัดโค่นบริเวณป่าห้วยสีพันอย่างหนัก ชาวบ้านทั้ง 2 ตำบล นำโดยคนหนุ่มอย่าง ปั๋น อินหลี และพวกพ้องอีก 2-3 คน ได้รวมตวกันยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และยังได้ร้องเรียนต่อนายตำรวจในพื้นที่ แต่ดูเหมือนอิทธิพลจะอยู่เหนือกฎหมาย ยิ่งเมื่อนายตำรวจผู้นี้ต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองแพร่ การตัดไม้ที่ห้วยสีพันก็ดูยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ
การปะทะกันทางความคิด คำพูด ระหว่างข้าราชการในพื้นที่ ตั้งแต่รองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กับชาวบ้าน จึงค่อยๆ ปะทุขึ้น ไม่ว่าจจะเป็นการใช้คำพูดเยาะเย้ย การใช้ข้อกฎหมายมาข่มขู่ การใช้ความรู้ในการจัดการป่าไม่มาอ้าง การใช้คำขู่กรรโชก การใช้กำลังเข้าชกต่อย ไปจนถึงการพยายามที่จะซื้อแกนนำชาวบ้านด้วยเงินเรือนแสน เหล่านี้ล้วนถูกชาวบ้านตอบโต้อย่างไม่ลดละและไม่ยอมแพ้ และรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงคัดค้านเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2518 นี่คือปรากฏการณ์การแสดงออกว่าด้วยเรื่องสิทธิ์ขององค์กรชุมชน เหนือทรัพยากรธรรมชาติเป็นครั้งแรกของภาคเหนือตอนบน พร้อมกันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้จัดการกับความอยุติธรรมเหล่านี้ให้เด็ดขาด แต่ความหวังที่อยากจะเห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้ทำหน้ที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
21 ธันวาคม 2518 ปั๋น อินหลี ศรี ขานเพราะ และ ก๋วน อายุยืน 3 แกนนำหนุ่ม และชาวบ้านอีก 32 คน เข้าไปปิดทางขวางไม่ให้รถยนต์ 5 คัน พร้อมไม้อีก 3,600 ตัน ที่ตัดจากห้วยสีพันออกจากพื้นที่ ก่อนที่ชาวบ้านอีกประมาณ 500 คนจะทยอยเข้ามาสมทบยึดรถและไม้เอาไว้ วันถัดมาแกนนำทั้ง 3 เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะนั้นมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธานนายกสโมสรนักศึกษา ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากนักศึกษาอย่างเต็มทึ่ และแม้ว่าเจ้าของโรงเลื่อยจะได้รับความช่วยเหลือจากข้าราชการในท้องถิ่น ซึ่งใช้ทั้งการเกลี้ยกล่อมและข่มขู่ให้ชาวบ้านคืนรถและไม้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้ทำให้พลังของชาวบ้านลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด จนในที่สุดนายทุนก็ยอมสละไม้ 3,600 ตัน และสัญญาว่าจะไม่เข้ามาแตะต้องไม้ในเขตกิ่งอำเภอบ้านหลวงอีกต่อไป
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญของคนหวงแผ่นดิน
จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 44 ปี ที่จิตวิญญาณของคนหวงแผ่นดินเช่นพ่อปั๋นไม่เคยเหือดแห้ง ยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อปกป้องรักษาผืนป่าต้นน้ำจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิต หากพบว่ามีการบุกรุกตัดไม้ทำงายป่าที่ใดในเขตอำเภอบ้านหลวง พ่อปั๋นจะเป็นแกนนำในการต่อสู้ คัดค้านมาโดยตลอด นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชนให้สังคมได้รับรู้ ประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นในเขตอำเภอบ้านหลวง จนสามารถทำให้เกิดการรวมตัวของชุมชนในนาม “กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า” เพื่อร่วมกันดูแลรักษาป่าบ้านหลวง พ่อปั๋นมักพร่ำสอนถ่ายทอดความคิดแก่ชาวบ้านและคนรุ่นหลังอยู่เสมอว่า
“เรามีที่ดินทำนา ทำไร่ เราต้องรักษาป่าไม้ต้นน้ำลำธารไว้ก่อน ถ้าป่าไม้สมบูรณ์มีน้ำไหลตลอดปี ก็มีอาหารและมีน้ำดื่มน้ำใช้ตลอดปี มีป่าไม้ก็มีฝนตกตามฤดูกาล ปลูกพืชทำนาได้ การปล่อยให้นายทุนตัดไม้ ทำให้คนต้องอพยพไปขายแรงงานที่อื่น เพราะความอดอยาก เพราะป่าคือคลังอาหารของชาวบ้าน”
คุณูปการที่พ่อปั๋นสร้างสมมาทำให้ได้รับความเคารพ ได้รับการยอมรับเชื่อถือให้เป็นผู้นำชุมชน เป็นกรรมการต่างๆ ทั้งระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด ทุกวันนี้พ่อปั๋นถ่ายเทภารกิจส่วนหนึ่งแก่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่ดำเนินรอยตามพ่อปั๋นถือว่าการดูแลรักษาป่าไม้เป็นภารกิจหลักอย่างหนึ่ง การปลูกฝังจิตสำนึกถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชนและคนรุ่นใหม่ในสังคม คือ ภารกิจสำคัญในวันนี้ที่พ่อปั๋นหวังว่าจะมีคนหวงแผ่นดินรุ่นใหม่ๆ มาสานต่อเจตนารมย์ต่อไป

เมื่อมองดูผืนป่าเขียวขจีกว้างใหญ่กว่า 12,500 ไร่ ในเขตอำเภอบ้านหลวงภาพพ่อปั๋น อินหลี มักซ้อนทับอยู่เสมอ เพราะนี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มียศตำแหน่งใหญ่โต เป็นคนเล็กๆ แต่มีจิตสาธารณะ ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม ทุ่มเท กอบกู้ ดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของแผ่นดิน ขอบคุณข้อมูลจากโครงการลูกโลกสีเขียวที่พ่อปั๋นได้รับมาเมื่อปี 2544
ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างที่สุดต่อ นักสู้สามัญชนคนหวงแผ่นดินพ่อปั๋น อินหลี
